
สาวหลายคนมักเจอปัญหาเกี่ยวกับริมฝีปากแห้ง ทำให้แลดูแล้วไม่ดี ขาดความมั่นใจ ต้องหมั่นหยิบลิปสติกขึ้นมาทาอยู่บ่อย อาการปากแห้งนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งปัจจัยสิ่งแวดล้อมและจากตัวเอง วันนี้เราได้รวบรวมสาเหตุที่ทำให้เกิดปากแห้งมาฝาก
ปากแห้งมีสาเหตุมาจากอะไร?
ริมฝีปากของคนเราไม่มีต่อมน้ำมันเหมือนกับผิวหนังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย จึงทำให้ริมฝีกปากเสียความชุ่มชื้นและทำให้ปากแห้งได้ง่าย
สาเหตุของปากแห้งที่พบบ่อย ได้แก่
1.สภาพอากาศ ปากแห้งมักเกิดขึ้นในสภาพอากาศหนาวเย็น มีลมพัดและแห้ง แต่อาจเกิดขึ้นได้แม้อยู่ในสภาพอากาศปกติหรือร้อน รวมไปถึงการสัมผัสกับแสงแดดมากเกินไปก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ปากแห้งมากขึ้นได้
2.การเลียริมฝีปาก การเลียริมฝีปากเวลาปากแห้ง พฤติกรรมนี้จะทำให้ปากแห้งยิ่งขึ้น เพราะน้ำลายจะดึงเอาความชุ่มชื้นจากริมฝีปากและทำให้ปากแห้งลง
3.ดื่มน้ำน้อย หรือภาวะขาดน้ำ ทำให้เกิดอาการปากแห้ง เพราะปกติร่างกายต้องได้รับน้ำอย่างเพียงพอเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของร่างกาย
4.ภาวะขาดสารอาหาร อาการที่มาจากการขาดสารอาหารนั้นเหมือนกันกับอาการที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดน้ำ รวมไปถึงปากแห้ง แต่การขาดสารอาหารก่อให้เกิดอาการอื่น ๆ ได้อีก เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง กระดูกเปราะ ฟันผุ หรือท้องอืด นอกจากนั้น ผู้ที่มีภาวะขาดน้ำและภาวะขาดสารอาหารมีแนวโน้มปากจะแห้งได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่อยู่ในภาวะขาดน้ำ หากพบว่าอาการปากแห้งมีที่มาจากทั้ง 2 ภาวะนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการแก้ไข เพราะเป็นภาวะที่ควรได้รับการดูแลจากแพทย์โดยเร็ว
5.การรับประทานอาหารหรือสัมผัสกับอาหารบางชนิด บางคนจะริมฝีปากที่มีความไวต่อการสัมผัสกับอาหาร เช่น ผลไม้ตระกูลส้ม มะม่วง และอบเชย ก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบได้
6.การใช้ผลิตภัณฑ์บางชนิด เช่น ลิปบาล์ม ลิปสติก ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก หรือครีมกันแดด ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจมีส่วนผสมที่ระคายเคืองต่อริมฝีปากได้
7.การใช้ยารักษาโรคหรืออาหารเสริมบางชนิด เช่น วิตามิน เอ เรตินอยด์ (Retinoids) ยาลิเทียม (Lithium) หรือยาเคมีบำบัด อาจทำให้ปากแห้งได้
8.โรคเรื้อรังหรือภาวะทางผิวหนัง โรคเรื้อรังหรือภาวะทางผิวหนังบางชนิด อาจส่งผลให้ปากแห้ง แตก หรือระคายเคืองได้ เช่น โรคผิวหนังอักเสบ (Eczema),โรคพุ่มพวงหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง เป็นต้น
อาการปากแห้งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ จึงจำเป็นต้องหมั่นสังเกตและดูแลรักษาหากมีอาการปากแห้ง แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะดีที่สุด
















